Happy Valentine's Day

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

“สาหร่ายก้อนกลม” นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ


สาหร่ายมุกหยก นวัตกรรมใหม่ของสาหร่ายจากที่เห็นกันทั่วไป เพราะเป็นครั้งแรกของสาหร่ายก้อนกลมๆคล้ายมุก โดยเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการคิดค้นของคนไทย โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ใน การพัฒนาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืด สีน้ำเงินแกมเขียว ที่มีชื่อสากลและรู้จักกันทั่วไปว่า สาหร่ายนอสตอค (Nostoc)ให้มีลักษณะรูปร่างกลม เพื่อต่อยอดการผลิตเชิงการค้า

Nostoc04

ทั้งนี้ ทางวว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายนอสตอค ให้กับนายบัณฑิต สายวิไล บริษัทสยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด เป็นผู้ผลิตภายใต้ชื่อการค้าว่า สาหร่ายมุกหยก จุดเด่นของสาหร่ายอยู่ที่ลักษณะที่เปลี่ยนไป และคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

ที่มาของสาหร่ายมุก เกิดมาจาก ทางวว. ทำการสำรวจ และเก็บตัวอย่างสาหร่ายนอสตอคในพื้นที่ภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย พบว่า มีการบริโภคสาหร่ายนอสตอคในหลายพื้นที่ โดยรู้จักกันในชื่อต่างๆ เช่น ไข่ หิน หรือ ดอกหิน เห็ดหิน เป็นชื่อเรียกของคนภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนคนอีสานจะรู้จักกันชื่อว่า เห็ดลาบ หรือ คนเหนือจะเรียกอีกชื่อว่า เห็ดยาควร ซึ่งสาหร่ายนอสตอคแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะการเจริญเติบโตในธรรมชาติที่แตก ต่างกัน บางชนิดเป็นแผ่นวุ้น บางชนิดเป็นก้อนวุ้น


ทั้งนี้ ทางวว.เห็นว่าควรจะนำสาหร่ายดังกล่าวมาพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และเพื่อต่อยอดในเชิงธุรกิจต่อไป จึงได้ทำการวิจัย ซึ่งพบว่าสาหร่ายนอสตอค 5 สายพันธุ์ที่มีนั้น สาหร่ายไข่หินที่ปกติในธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นก้อนวุ้นนิ่ม ค่อนข้างเหลว เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงโดยศึกษาวงจรการเจริญเติบโต ปรับสูตรอาหารและสภาพการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม ทำให้สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงมีการเปลี่ยนรูปร่าง เป็นรูปร่างกลม เนื้อแน่น มีสีเขียวแกมน้ำเงิน มีประกายคล้ายไข่คาร์เวียร์

สำหรับสาหร่ายนอสตอค เป็นสาหร่ายที่มีอยู่ในหลายประเทศ และมีการบริโภคกันในหลายประเทศเช่นกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน อินโดนีเซีย มองโกเลีย ไซบีเรีย ฟิจิ โบลิเวีย เปรู เอควาดอร์ เม็กซิโก เป็นต้น

Nostoc02

นายบัณฑิต กล่าวว่า ทางบริษัทเป็นรายเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายมุก โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของวว. เพราะต้องเลี้ยงในห้องควบคุมและใช้สายพันธุ์ที่บริสุทธิ์และคัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ปราศจากสารปนเปื้อนต่างๆ และเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งทางบริษัทได้ใช้งบไปจำนวน 3 ล้านบาท ในการลงทุนทำห้องสำหรับเพาะพันธุ์สาหร่าย

โดยกำลังการผลิตสาหร่ายในปัจจุบันได้เต็มที่เดือนละ 1,000 กิโลกรัม ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยง 45 วัน ถึง 60 วัน ซึ่งขนาดของสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงออกจำหน่ายในขณะนี้ 2 ขนาด คือ 2 ม.ม. หรือ 4 ม.ม. จึงสามารถเลือกให้เหมาะสมกับชนิดของอาหารได้ตามความต้องการ

ทางบริษัทสยามนอสตอค ได้ นำสาหร่ายมุกออกมาเปิดตัวให้ผู้บริโภครู้จักมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ แต่นำออกจำหน่ายในเดือนกันยายน โดยฝากขายตามร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันมีวางจำหน่าย ที่ร้านกายใจ คลินิกบัลวี ศาลาสมุนไพร FM97 ร้านโดยเฉพาะ ที่ศิริราช และคลองสาน สาหร่ายที่นำออกจำหน่ายจะบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน เก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดาจะได้ประมาณ 1 เดือน

Nostoc03

สาหร่ายที่ได้ผ่านการทำความสะอาดแล้ว และเลี้ยงในห้องควบคุมปราศจากเชื้อโรคปนเปื้อน สามารถรับประทานสดได้ทันที เพื่อเพิ่มรสชาติในการบริโภค แนะนำให้รับประทานกับอาหารชนิดต่างๆ สลัด แทนไข่ปลาคาร์เวียร์ในอาหารญี่ปุ่นใช้เป็นหน้าซูชิ ใส่ในซุปต่างๆ เป็นหน้าแซนวิชรสชาติต่างๆ เป็นต้น เหมาะกับเป็นอาหารมังสวิรัติ ลักษณะของสาหร่ายมุก คือ ไม่มีกลิ่นและรส จึงเหมาะกับการปรุงอาหารทุกประเภททั้งอาหารคาว และหวาน ของขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม

นายบัณฑิต กล่าวถึงประโยชน์ของสาหร่ายมุก ว่า คุณสมบัติคล้ายกับสาหร่ายทั่วไป คือให้โปรตีน และให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามิน และเกลือแร่ คลอโรฟิลล์ และไฟโคไซยานิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบัน ทางบริษัทมียอดขายสาหร่ายเดือนละ 400 กิโลกรัม โดยราคาขายกล่องละ 100 บาท น้ำหนัก 200 กรัม ขนาด 2ม.ม. และขนาด 4ม.ม.ขายกล่องละ 150 บาท น้ำหนัก 200 กรัม
ส่วนแผนการตลาดมีแผนจะส่งออกไปขายต่างประเทศ เพราะจากการออกบูท แนะนำสินค้าในงานต่างๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ มีลูกค้าจากต่างประเทศให้ความสนใจต้องการสินค้า และในวงการอุตสาหกรรมอาหารให้ความสนใจต้องการจะนำไปปรุงรสแทนไข่ปลาคาร์เวีย ร์ ในช่วงนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาปรุงแต่งให้มีสี และกลิ่นที่ใกล้เคียง กับไข่กุ้งหรือไข่ปลาคาร์เวียร์ ส่วนแผนต่อไป พัฒนาเป็นอาหารแปรรูป เพื่อสะดวกในการรับประทาน



อ้างอิง : http://www.thaismefranchise.com/?p=1767

นวัตกรรมใหม่กับการประหยัดน้ำมัน Chevrolet Cruze 2011

Chevrolet Cruze 2011

ในขณะที่เราหวังให้รถ supercars 1,000 แรงม้าใช้เชื้อเพลิงเพียง 100 ไมล์/แกลลอน การปรับปรุงเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงโดยไม่กระทบต่อสมรรถนะของรถก็ยังเป็น สิ่งที่ยากลำบากสำหรับผู้ผลิต พวกเขาพยายามลดทุก ๆ ไมล์/แกลลอน โดยลดขนาดเครื่องยนต์, ใส่เทอร์โบชาร์ต, วาล์วแปรผัน, ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วย หรือ ลดน้ำหนัก หนทางที่ดีอีกทางคือการปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) ให้ดีขึ้น ซึ่ง 2011 Chevrolet Cruze Eco ก็พิสูจน์ให้เห็นกับตัวเลข 40 ไมล์/แกลลอน (ประมาณ 18 กม./ลิตร)

automatic air shutter system

Cruze Eco ใช้ระบบชัตเตอร์ปรับปริมาณอากาศอัตโนมัติ ที่จะปิดช่องอากาศเข้าเครื่องยนต์เมือวิ่งที่ความเร็วสูงเพื่อลดการใช้เชื้อ เพลิงลง (สามารถเพิ่มระยะได้ 5 ไมล์/แกลลอน) ระบบชัตเตอร์จะติดตั้งพร้อมกับเซนเซอร์ที่จะวัดความเปลี่ยนแปลงของสปีดหรือ อุณหภูมิ
ถ้าอุณหภูมิเครื่องลดลงหรือเซนเซอร์วัดความเร็วรถอยู่ในความเร็วที่กำหนด ช่องลมจะถูกปิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อตัดอากาศที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ และสามารถเปิดได้เพื่อเพิ่มปริมาณอากาศสำหรับการหล่อเย็นเครื่องยนต์ในช่วง การใช้ความเร็วต่ำ



 อ้างอิง : http://www.thaicarnews.com/2010/08/12/chevrolet-cruze-2011-%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B/

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร : ขนมครก สู่ ขนมทาร์ตไท



     ขนมครก...ขึ้นชื่อว่าเป็น ขนมเอกลักษณ์ ของไทย มักนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทุกเพศและวัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ จวบจนปัจจุบัน แม้กระทั่ง...ชาวต่างชาติก็ยังติดใจรสชาติ

ในการพัฒนาขนมครก ให้ "อินเทรนด์" กับยุคสมัยใหม่ กลายเป็น "ทาร์ตไท" หรือ "ขนมครกกึ่งสำเร็จรูป" ซึ่งสร้างสรรค์โดยนิสิตจาก ภาควิชาพัฒนา ผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย นางสาวดวงกมล ฉายะศิริพันธ์ นางสาวปรินดา ยุทธหัตชัยชาญ นางสาวพรรัชต์ เถี่ยนมิตรภาพ นางสาวมรกต เรือนแก้ว และ นางสาวอุบลรัตน์ ลี้กำจร โดยมี รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา


ทีมงานผลิตขนมครกทาร์ตไท

รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด บอกว่า ในการพัฒนาขนมไทยให้แสดงถึงเอกลักษณ์ของไทยเพื่อก้าวไปเป็นอาหารว่างสากล สำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยแนว ความคิดเริ่มจากการคัดเลือก ใช้ข้าวเจ้าเป็นวัตถุดิบหลัก มี เทคโนโลยีกับขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตรองรับ และมี อายุการเก็บรักษานานกว่า 1 เดือน

ผลิตภัณฑ์ทาร์ตไท ประกอบด้วยสองส่วน คือ เปลือกทาร์ต หรือ ส่วนของถ้วยขนมครก และ หน้าทาร์ตผงกึ่งสำเร็จรูป ทำ จาก แป้งข้าวกล้องงอกร้อยละ 100 โดยมีกรรมวิธีการเตรียมที่สะดวกและ ง่ายต่อการนำมาบริโภค โดย ผสมน้ำอุ่นลงในส่วนผสมผงของหน้าทาร์ต คนให้เข้ากัน จากนั้นเข้า เตาไมโครเวฟเป็นเวลา 2 นาที เทหน้าทาร์ตลงในเปลือก ตกแต่งหน้าต่างๆด้วยแครอท ฟักทอง ข้าวโพดที่สุกแล้วตามใจชอบ หรือ อาจโรยหน้าด้วยต้นหอม
 

ผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากล

ผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ ประกอบด้วยเปลือกทาร์ต 8 ชิ้น และ หน้าทาร์ตผงสำเร็จรูป มีกรด แกมมาอะมิโนบิวทีริค จากการตรวจสอบ คุณภาพทางจุลินทรีย์ อยู่ภายใต้ มาตรฐานอาหารกึ่งสำเร็จรูป และจากการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า มีคะแนนความชอบรวมอยู่ในระดับชอบปานกลางถึงชอบมาก เนื่องจาก ทาร์ตไทจะมีกลิ่นหอมของแป้งข้าว และ กลิ่นรสกะทิ ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ไทย และมีเนื้อสัมผัสกรอบด้านนอก ตามสูตรของขนมครกไทย

ขนมครกกึ่งสำเร็จ รูปที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่แสดงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไปสู่ความเป็นสากล อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบที่หาได้ในประเทศ เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สามารถทำการตลาดได้หลายรูปแบบ...นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาขนมไทย ซึ่งยังไม่มี ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จำหน่ายในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

...อีกไม่นาน ขนมครกกึ่งสำเร็จรูป หรือ ทาร์ตไท คง จะได้ อวดโฉมในตลาดสากล ให้ชาวต่างชาติได้ลอง ลิ้มชิมรส ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม หรือผู้สนใจ ต่อยอดองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ สอบถามเพิ่ม เติมได้ที่ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2562-5004.

อ้างอิง : http://travel.giggog.com/133093
           http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000096901

นวัตกรรมฝ้ายสีพันธุ์ไทย: นวัตกรรมเส้นใยรักษ์โลก

     ด้วยภาวะฝ้ายขาดตลาดในขณะนี้ ดันให้ราคาฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยมี ราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ 20 ปี

     เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดทำให้ผู้ประกอบ การโดยเฉพาะโรงปั่นด้ายต้องดูแลเรื่องการบริหารสต็อกฝ้ายให้ดี หลายคนคงสนใจและคิดว่าประเทศไทยควรหันมาปลูกฝ้ายใช้เองเพื่อลดการนำเข้า ผู้เขียนเองก็คิดเช่นกัน จึงได้คุยกับคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพบคำตอบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกฝ้าย เพราะปลูกยาก มีศัตรูพืชพื้นถิ่นมาก จึงหันไปปลูกพืชไร่ประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เส้นใยฝ้ายสีของไทยมีการปลูกกันบ้างในบางพื้นที่ทางภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย และส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงหัตถกรรมสิ่งทอประจำท้องถิ่น เช่น ผ้าผืนทอมือสำหรับคลุมไหล่ ซึ่งมีความสวยงามและลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว จึงได้รับความนิยมและราคาสูง

36_th_3_001
เส้นใยฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลและสีเขียวจากการพัฒนาและปรับปรุงโดยศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์

     นักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการ วิจัยและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ฝ้ายสีของไทย โดยพัฒนาสายพันธุ์ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และฝ้ายสีเขียวที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการพัฒนาฝ้ายสีของศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ไม่ได้ใช้วิธีการตัดต่อ พันธุกรรม ในขณะนี้การผลิตเส้นใยฝ้ายสีมีจำนวนไม่มากพอต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ทางศูนย์วิจัยฯ ผลิตเมล็ดพันธุ์ฝ้ายสีได้ประมาณ 0.5 ตันต่อปีเพื่อขายแก่เกษตรกร จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ต้นทุนการผลิตฝ้ายของเกษตรกรอยู่ที่ 5,000 – 6,000 บาท/ไร่/ 200 กิโลกรัมของฝ้ายที่เก็บได้ และทิศทางของสิ่งทอรักษ์โลกจะทำให้ความต้องการฝ้ายสีมีมากขึ้นในอนาคต

     ในปีที่ผ่านมาทางสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้สนับสนุนคณะผู้วิจัยของ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีสมบัติพิเศษจากเส้นใยฝ้ายสีพันธุ์ไทย ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ศึกษาสมบัติทางกายภาพของฝ้ายสีพันธุ์ไทย และนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์โดยผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีความโดดเด่นในลักษณะเฉพาะตัว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตอบสนองความต้องการของตลาด eco textiles ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายสีพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากและมีราคาดีขึ้นด้วย

36_th_3_002
ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีเส้นใยที่สั้นมาก ส่วนฝ้ายสีเขียวมีเส้นใยยาวมาก สามารถปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กได้


สมบัติเส้นใยฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลและสีเขียว 

     ฝ้ายสีเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในสภาพดินเกือบทุกชนิด ในตลอดฤดูการปลูกจะต้องการน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง ถ้าปริมาณน้ำน้อยจะทำให้ได้ผลผลิตจำนวนน้อยและคุณภาพต่ำ พื้นที่ปลูกฝ้ายสีแต่ละแห่งและแต่ละปีก็จะให้ผลผลิตฝ้ายที่มีสี ลักษณะและสมบัติที่แตกต่างกัน จากภาพถ่ายภาคตัดขวางและภาคตามยาวพบว่า เส้นใยฝ้ายสีเขียวมีลักษณะของผนังเซลเส้นใยที่บาง มีท่อน้ำเลี้ยง (lumen) ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของเส้นใย ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นใยฝ้ายที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (immature) ส่วนฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลผนังเซลมีลักษณะอ้วนหนา ท่อน้ำเลี้ยงหดตัวสั้นและเล็กลง ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นใยฝ้ายที่เจริญเติบโตเต็มที่ (mature)

     สีของเส้นใยฝ้ายสีเขียวกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณเนื้อเส้นใย เนื่องจากสีเขียวในฝ้ายสีเกิดจากสารกรดคาเฟอิค (Caffeic-acid) ซึ่งพัฒนามาจากกรดซินนามิค (Cinnamic acid) โดยสารสีแทรกอยู่ระหว่างชั้นของซูเบอริน (Suberin) หรือชั้นไขมัน ที่เป็นส่วนผนังเซลฑุติยภูมิ (secondary wall) ของเส้นใย ส่วนสีของเส้นใยสีตุ่นน้ำตาลนั้นจะอยู่เฉพาะบริเวณส่วนกลางของเส้นใย เนื่องจากเกิดจากสารแทนนิน (tannin) ซึ่งอยู่ในส่วนท่อน้ำเลี้ยงของเส้นใย และจะเกิดสีก็ต่อเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนและแสงแดด ดังนั้นสีจึงเกิดขึ้นในช่วงที่สมอฝ้ายเปิด

36_th_3_003
ผ้าฝ้ายสีของไทยเมื่อนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า พบว่ามีความคงทนของสีต่อการซักล้าง ต่อการขัดถู และ เหงื่อเป็นอย่างดี

 สมบัติทางกายภาพของฝ้ายสีพันธุ์ไทย  
  • ความละเอียดของเส้นใย (Micronaire) ฝ้ายสีเขียวมีค่าเฉลี่ย 2.23 เส้นใยมีความละเอียดสูง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ้ายสีเขียวจึงน่าจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ส่วนฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีค่าเฉลี่ย 6.00 เส้นใยมีลักษณะหยาบและมีขนาดใหญ่
  • ความสมบูรณ์ของเส้นใย (Maturity Index) แสดงผลไปในทิศทางเดียวกับภาพถ่ายเส้นใยจากกล้องจุลทรรศน์ คือ ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีความสมบูรณ์หรือเจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนฝ้ายสีเขียวมีค่าความสมบูรณ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ เส้นใยยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บเกี่ยวเส้นใยสีเขียวต้องเก็บทันทีที่สมอฝ้ายเปิดออก เพราะถ้าทิ้งไว้กับต้นจนเส้นใยสัมผัสแสงแดดระยะเวลาหนึ่งเส้นใยจะเปลี่ยน เป็นสีขาว จึงต้องรีบเก็บเกี่ยว ไม่สามารถรอให้เส้นใยพัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่
  • ความยาวของเส้นใย (Upper Half Mean Length) ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่สั้นมาก การนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กจะทำได้ยาก ส่วนฝ้ายสีเขียวอยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่มีความยาวมาก ดังนั้นจึงนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กได้
  • ความสม่ำเสมอของเส้นใย (Uniformity Index) ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีค่าความสม่ำเสมอของเส้นใยอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ถ้านำไปผลิตเป็นเส้นด้ายอาจมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอและความแข็งแรง ส่วนฝ้ายสีเขียวมีค่าความสม่ำเสมออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง จึงนำไปผลิตเส้นด้ายคุณภาพสูงได้เป็นอย่างดี
  • ความแข็งแรงของเส้นใย (Strength) มีความเกี่ยวพันกับค่าความแข็งแรงของเส้นด้าย และเส้นใยฝ้ายที่มีความแข็งแรงสูงจะทนทานต่อแรงกระทำระหว่างกระบวนการผลิต ได้ดี จากค่าที่วัดได้ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลเป็นเส้นใยที่อ่อนแอ ส่วนฝ้ายสีเขียวเป็นเส้นใยที่อยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่แข็งแรง

กระบวนการผลิต 

     เริ่มจากการนำฝ้ายสีพันธุ์ไทย สีเขียวและสีตุ่นน้ำตาล มาปั่นเป็นเส้นด้าย OE (Open End Spinning) โดยฝ้ายสีเขียวผลิตเป็นเส้นด้ายเบอร์ 24 และฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลผลิตเป็นเส้นด้ายเบอร์ 20 และถักเป็นผืนผ้า นำผ้าฝ้ายดิบนำไปผ่านกระบวนการ scouring ในสภาวะด่างเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก น้ำมัน และไขมัน และเพื่อเพิ่มระดับความเข้มของสีผ้า จากนั้นจึงตกแต่งผ้าด้วยสาร poly(hexamethylene biguanide hydrochloride) หรือ PHMB เพื่อเพิ่มสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และนำผ้าที่ได้ตกแต่งด้วยสารว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ซึ่งมีสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น

     ผ้าที่ตกแต่งสำเร็จแล้วนำไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผ้าปิดปากอนามัย ผ้าพันคอ เสื้อผ้าเด็ก เสื้อสตรี และชุดชั้นในชาย จากการทดลองความคงทนของสีของผลิตภัณฑ์ต้นแบบพบว่า ผ้าฝ้ายสีมีความคงทนของสีต่อการซักล้าง ต่อการขัดถู และ เหงื่อได้เป็นอย่างดี หากแต่ความคงทนของสีต่อแสงไม่ค่อยดีเท่าที่ควร โดยสรุปแล้ว เป็นไปได้ที่จะนำผ้าฝ้ายสีเขียวไปผลิตเป็นผ้าผืนเนื้อบาง ผิวสัมผัสนุ่ม ทำให้เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ตรงกับแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม เพราะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการย้อมสี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการจะเริ่มนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าและขยายกลุ่มลูกค้าในอนาคต

     สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอขอขอบคุณคณะผู้วิจัย ผศ.ปิยนุช จริงจิตร จาก ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ ดร. ปริญญา สีบุญเรือง ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอรักษ์โลกชิ้นนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่ง เสริมให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอที่ยั่งยืน

อ้างอิง : http://www.ttistextiledigest.com/articles/technology/item/3001-eco-textiles.html

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัตกรรมใหม่ แว่นนาโนคริสตอล ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

สวทช. และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง นำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ประยุกต์ผลิตแว่นนาโน


                                                  

       นักวิทยาศาสตร์ไทย ผลิตแว่นนาโนคริสตอล แว่นคุณสมบัติพิเศษ ที่จะช่วยให้นักนิติวิทยาศาสตร์ ทำงานได้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะทำให้มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อสุจิ ที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ ณ จุดเกิดเหตุได้ด้วยแว่นเพียงอันเดียว และได้ทำการมอบแว่นนาโนคริสตอลต้นแบบให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ยังจะมีการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์และการเกษตร ต่อไป
         นวัตกรรมนาโนคริสตอล เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

 


     ดร. ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ สวทช. กล่าวว่า“แว่นนาโนคริสตอล เป็นบาย-โปรดักส์สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยฟิล์มบางวัสดุนาโนเพื่อนำไปใช้ในงานนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ ตัวตรวจวัดแสง (Photo Detector)และตัวเปล่งแสง (LED-Light Emitting Diode) เป็นต้น ทั้งนี้ได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้วทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา และยังทำการวิจัยพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”
     รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมนาโนคริสตอล กล่าวว่า นาโนคริสตอล เกิดจากการนำผลึกของอินเดียมออกซิไนไตรด์ (Indium Oxynitride) ซึ่งเป็นสารประกอบออกซิเจน ไนโตรเจนของอินเดียมที่มีขนาดเล็กระดับนาโน เคลือบลงบนเลนส์แก้วหรือพลาสติกโดยใช้วิธีไอระเหย ซึ่งจะส่งผลให้เลนส์นั้นเกิดคุณสมบัติพิเศษคือ ความสามารถในการตัดแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น แว่นนาโนคริสตอล จึงทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ ซึ่งสามารถตัดแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดง รวมทั้งรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีทั้ง UV-A, UV-B และ UV-C ได้ อีกทั้งยังผลิตได้ง่ายด้วยวัตถุดิบในประเทศทั้งหมด



     พันตำรวจโท สมชาย เฉลิมสุขสันต์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีข่มขืนหรือคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์จะตรวจหาหลักฐานที่เป็นสารคัดหลั่ง หรืออื่นๆ โดยใช้แสงหลายความยาวคลื่นในย่านยูวี-วิซิเบิล ฉายลงในพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัยที่จะเกิดการเรืองแสงกับแสงยูวีในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องใส่แว่นตาพิเศษ ซึ่งมี 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง  ซึ่งแว่นแต่ละสีทำหน้าที่ตัดแสงในย่านความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นการเรืองแสงดังกล่าว ดังนั้นในการตรวจสอบแต่ละครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงที่ฉายลงบนพื้นที่หรือวัตถุ และเปลี่ยนแว่นตาที่ทำหน้าที่ตัดแสงแต่ละสี  เพื่อให้เห็นการเรืองแสงหรือเห็นสิ่งที่ต้องการตรวจหาเมื่อมองผ่านแว่นตา
         พันตำรวจโท สมชาย กล่าวต่อว่า “แว่นนาโนคริสตอล เป็นนวัตกรรมใหม่ ถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยจะช่วยสนับสนุนภารกิจให้กับทีมนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสารคัดหลั่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นทั้งคณะผู้คิดค้นและวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้” 
นอกเหนือจากการนำแว่นนาโนคริสตอล มาใช้ในงานตรวจสอบสารคัดหลั่งของเจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์แล้ว แว่นนาโนคริสตอล ยังมีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น ใช้ทำแว่นสำหรับแพทย์ที่ฉายรังสียูวีเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด หรือแว่นสำหรับป้องกันแสงและรังสีในการเชื่อมโลหะ และการใช้แว่นป้องกันแสงยูวีในการคัดแยกกุ้งกุลาดำ เป็นต้น
         หลังจากการส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบการใช้งานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ทางทีมวิจัยจะได้ส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบภาคสนามในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ คาดว่า  การทดสอบภาคสนามจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2551

 



อ้างอิง : http://kimojisuru.exteen.com/20091125/entry-1
            http://www.se-ed.com/Technology/ViewContent.aspx?IDtopic=586


นวัตกรรมใหม่ภาคอุตสาหกรรม “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม”

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม” ระบุมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม..ปอกเปลือกกระเทียมได้มากกว่า 90 % สามารถแยกเปลือกกระเทียมและเนื้อกระเทียมออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์   ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย สนองตอบความต้องการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย


 

   นางอัญชลี กมลรัตนกุล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า ขณะนี้ วว. โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร ประสบความสำเร็จในการออกแบบ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม”  ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยของ วว.  เครื่องดังกล่าวมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น และได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้งานในภาคอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนองตอบต่อความต้องการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้กระเทียมเป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุตสาหกรรมยา เป็นต้น


 

     จุดเด่นของเครื่องฯ มี 2 ระบบ ได้แก่  ชุดอบลมร้อน ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านลมร้อน ภายในจะมีอุปกรณ์สำหรับกระจายลมร้อนไปตามรูเล็กๆที่เจาะไว้รอบ ๆ เพื่อ preheat ให้เปลือกกระเทียมแห้งและง่ายต่อการปอกเปลือก ซึ่งสามารถปรับระดับขึ้น-ลงได้ตามขนาดของกลีบกระเทียม โดยการหมุนปรับน็อตด้านบน  ส่วนอีกระบบหนึ่ง คือ  ชุดปอกเปลือกอาศัยแรงลม  ซึ่งได้ออกแบบโดยการต่อท่อลมเข้าทางด้านข้าง  เพื่อให้เกิดกระแสลมแปรปรวน ทำให้ทิศทางและแรงลมที่เกิดภายในมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบปั่นป่วน ซึ่งส่งผลให้กลีบกระเทียมภายในเกิดการขัดสีกันระหว่างกลีบกระเทียมกับกลีบกระเทียม และขัดสีกันระหว่างผนังด้านในกับกลีบกระเทียม…”

              อนึ่งเครื่องปอกเปลือกกระเทียม วว. เป็นนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติและโล่เกียรติคุณ จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2551 ซึ่งจัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับมูลนิธิธนาคารกรุงเทพฯ อีกทั้ง วว.ยังได้จดสิทธิบัตรนวัตกรรม

อ้างอิง : http://kimojisuru.exteen.com/20100113/entry
            http://www.baanmaha.com/community/thread17043.html

นวัตกรรมหุ่นยนต์แห่งโลกอนาคต

ฮอนด้าโชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ล้ำยุค อาซิโม พร้อมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในงาน 

"สุดยอดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทย"


         บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ของฮอนด้า ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย มอบหมาย อาซิโม สุดยอดหุ่นยนต์อัจฉริยะ เป็นตัวแทนบริษัทในการถวายข้อพระกรเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในขณะทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงาน สุดยอดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทยหรือ F.T.I. Fair ณ อิมแพค เมืองทองธานี พร้อมกันนี้ อาซิโม ยังเปิดการแสดงเพื่อโชว์ความสามารถล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวตอบสนองคำสั่งด้วยท่าทางมนุษย์ เทคโนโลยี   การประมวลและรับส่งข้อมูลเพื่อปฏิบัติงานต้อนรับได้อย่างอัตโนมัติ และการวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 6 กม. ต่อชั่วโมง ในงานเอฟทีไอแฟร์ วันที่ 19-23 กันยายนศกนี้เท่านั้น
     กำเนิดอาซิโม
     อาซิโม ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยเป็นความสำเร็จจากโครงการวิจัยเพื่อสร้างสรรค์หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ฮอนด้าได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2529 จากความฝันของทีมวิศวกรฮอนด้า นำโดยนายมาซาโตะ   ฮิโรเสะ หัวหน้าวิศวกรอาวุโส บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี จำกัด ศูนย์วิจัยวาโกะ ที่ต้องการเห็นหุ่นยนต์เป็นเพื่อนร่วมงาน และเป็นเพื่อนกับมนุษย์ในอนาคต
       
          นอกจากนี้ ทีมวิศวกรฮอนด้ายังได้พัฒนาและติดตั้งระบบสมองกลอัจฉริยะให้กับอาซิโม เพื่อให้อาซิโมสามารถประมวลการทำงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย 2 หลัก ดังนี้
1. ความสามารถด้านการสื่อสารกับมนุษย์ในระดับสูงด้วยเทคโนโลยีการจดจำและรับรู้
     - จดจำและรับรู้วัตถุที่เคลื่อนไหวหลายๆ ชิ้นได้พร้อมกัน พร้อมคำนวณหาระยะทางและทิศทาง ในการเคลื่อนที่ของวัตถุเหล่านั้น
     - จดจำลักษณะท่าทางต่างๆ ของมนุษย์
     - รับรู้สภาพแวดล้อม
     - จดจำและแยกแยะสำเนียงเสียงต่างๆ ของมนุษย์แต่ละบุคคลได้
     - จดจำรูปหน้า และข้อมูลของคนที่พบสู่หน่วยความจำ
2. ความสามารถด้านบูรณาการเครือข่าย
     - ความสามารถในการติดต่อกับระบบเครือข่ายส่วนตัว เพื่อการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับฐานข้อมูล ของลูกค้า
     - ความสามารถในการติดต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อการบริการข่าวสารข้อมูลต่างๆ แก่มนุษย์ความสามารถทั้งหมดดังกล่าวทำให้อาซิโมสามารถเข้าใจ รับรู้ลักษณะท่าทางของมนุษย์ รวมถึงสามารถตอบสนองด้วยการเคลื่อนไหวและมีปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้อย่างมีอิสระ อาทิ สามารถทักทายบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาหา จับมือทักทายเมื่อมีคนเดินยื่นมือให้ เดินตามไปในทิศทางที่ได้รับการชี้แนะ เปลี่ยนทิศทางการเดินเพื่อหลบสิ่งกีดขวางอย่างอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งจำหน้าและเรียกชื่อของบุคคลต่างๆ


      ...     ....
                                                   
        .....